Skip to content
image

Collaboration Marketing จับมือกันไว้ สร้างยอดขายปัง ๆ

น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า ไม่ได้มีอยู่แค่ในสุภาษิตไทย แต่ในโลกของการตลาดนั้นเราก็มีกลยุทธ์ต้องพึ่งพาอาศัยกันเพื่อให้อยู่รอด นั่นก็คือการตลาดแบบ Collaboration Marketing หรือที่เรามักจะได้ยินว่าการ Collab นั่นเองครับ

ซึ่งการตลาดแบบ Collaboration Marketing เป็นการร่วมมือกันระหว่างแบรนด์เพื่อที่จะสร้างสรรค์สินค้า บริการ หรือกลยุทธ์ในการขายบางอย่างร่วมกัน และการ Collab นี้ไม่จำเป็นจะต้องเป็นธุรกิจเดียวกันเท่านั้น แต่อาจจะข้ามมาจากคนละฟากฝั่งอย่างเช่น แบรนด์เสื้อผ้า X ร้านอาหาร กลายมาเป็นคอลเลคชั่นชุดพนักงานรูปแบบใหม่ แบรนด์ธนาคาร x ศิลปินเกาหลี กลายมาเป็นบัตรเดบิตลายพิเศษ เป็นต้น กล่าวคือการ Collab ก็เปรียบเสมือนการผสมผสานจุดเด่นของแบรนด์แต่ละฝั่งด้วยกัน แล้วดึงเอาจุดแข็งออกมาใช้เพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับลูกค้า ทำให้เกิดกระแสที่ช่วยกระตุ้นยอดขายได้เป็นอย่างดี

ดังนั้นข้อดีที่ทำให้แบรนด์ต่าง ๆ หันมา Collab กันมากขึ้น ก็เป็นเพราะว่าการ Collab จะช่วยให้ทั้งสองแบรนด์ได้มีโอกาสนำเสนอสินค้าของตัวเองให้กับฐานลูกค้าของอีกฝ่าย เช่น แบรนด์ฟาสต์ฟู้ด M X ศิลปินเกาหลี กลายมาเป็นเมนูพิเศษที่สร้างปรากฎการณ์ให้แฟน ๆ ศิลปินเกาหลีต้องไปติดตามซื้อมาชิมกันอย่างถล่มทลาย ซึ่งในกรณีนี้เอง แฟน ๆ บางคนก็อาจจะพึ่งได้มีโอกาสทานฟาสต์ฟู้ดเจ้านี้เป็นครั้งแรก และในทางกลับกัน คนที่ชอบฟาสต์ฟู้ดเจ้านี้ก็อาจจะซื้อสินค้าแล้วได้รู้จักกับศิลปินกลุ่มนี้เป็นครั้งแรก เป็นการเพิ่ม awareness แบบ win-win นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดต้นทุนในการโปรโมตได้ เพราะต่างฝ่ายต่างก็ช่วยกันขยายฐานแฟนให้กันและกัน

อย่างไรก็ตามการทำ Collab ก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จกันง่าย ๆ เสมอไป เพราะมีไม่น้อยที่พอสองฝ่าย Collab กันแล้วกลับจับมือกันลงเหวเสียอย่างนั้น ดังนั้นเพื่อให้การ Collab ของเราสามารถดันยอดขายให้ปัง ๆ จึงควรจะมีการวางแผนก่อน โดยอาจจะเริ่มจาก 3 เรื่องหลัก ๆ ดังนี้

กำหนดเป้าหมายในการ Collab: ถามตัวเองว่าอยากจะได้อะไรจากการ Collab ครั้งนี้ เช่น อยากให้ลูกค้าใหม่รู้จักเราเพิ่มขึ้น อยากคนกลุ่มนี้ใช้สินค้าของเราเพิ่มขึ้น เมื่อได้เป้าหมายแล้วจึงจะสามารถกำหนดรายละเอียดอื่น ๆ ได้ เช่น จะร่วมมือกับใคร ต้องการฐานลูกค้าใหม่แบบไหน จะจัดกิจกรรมอย่างไร เป็นต้น ยิ่งเรากำหนดเป้าหมายได้ชัดเจนมากเท่าไหร่ ยิ่งส่งผลดีต่อการวางแผนและแนวทางในการดำเนินงานขั้นต่อไปมากเท่านั้น เพราะตอนนี้เราไม่ได้กำลังทำแผนการตลาดสำหรับแค่แบรนด์เราอย่างเดียว แต่กำลังทำงานกับทีมแบรนด์อื่น ซึ่งอาจจะมีความต้องการ เป้าหมาย หรือแนวทางการดำเนินงานที่ต่างจากเราอีกมาก ดังนั้นยิ่งเป้าหมายชัด ยิ่งเดินหน้าได้อย่างมั่นใจ

ชวนเพื่อนมา Collab ถามใจลูกค้าด้วย: เลือกใครมาร่วม Collab อย่าลืมสำรวจกลุ่มเป้าหมายของเราด้วย ลูกค้ามีแนวโน้มที่จะชอบแบบไหน เลือกมาแล้วจะได้รับเสียงตอบรับที่ดีหรือเปล่า ที่สำคัญ เลือกมาแล้วควรจะทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงความแปลกใหม่ ความตื่นตาตื่นใจ โดยอาจจะไม่จำเป็นต้องเลือกจากแบรนด์ที่มาจากอุตสาหกรรมเดียวกันก็ได้ ยิ่งแปลก ยิ่งแหวก อาจจะได้เสียงตอบรับที่ดีกว่า การตัดสินใจเลือกเพื่อนที่จะมา Collab ด้วยการอาจจะใช้วิธีการสำรวจลูกค้าได้ว่า ลูกค้าของเรามีแบรนด์อะไรที่น่าจะอยู่ในความสนใจของพวกเขาบ้าง แล้วค่อยเลือกจากลิสต์รายชื่อเหล่านั้นก็เป็นอีกทางที่น่าจะช่วยให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

การ Collab แหวกได้ แต่อย่าแหวกเกิน: อย่าลืมว่าพื้นฐานสำคัญของการทำ Collab นั้นก็เพื่อสร้างกระแสและกระตุ้นยอดขายสินค้าหรือบริการของเรา ดังนั้นถ้าแหวก แปลกเกินไป หรือทั้งสองแบรนด์ที่มาร่วมกันนั้นไม่สามารถทำอะไรไปในทางเดียวกันได้เลย ก็อาจจะทำให้การ Collab ครั้งนี้เป็นไปได้ยาก

เพียงเท่านี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการเตรียมแผนการตลาดแบบ Collaboration Marketing ซึ่งถ้าเราวางแผนได้ดี ก็จะได้ผลลัพธ์เป็นผลงานใหม่ ๆ ที่สร้างสรรค์จนกลายเป็นกระแสความสนใจ ที่ช่วยกระตุ้นยอดขายและขยายฐานลูกค้า และยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ ๆ ให้กับแบรนด์ของเราและเพื่อนที่เราไป Collab อีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://www.krungsri.com/th/plearn-plearn/collabortaion-marketing-strategy

https://marketing101th.blogspot.com/2021/02/collaboration-marketing.html

https://www.marketingdonut.co.uk/marketing-strategy/cost-effective-marketing/how-to-set-up-a-successful-marketing-collaboration

https://ampjar.com/blog/collaborative-marketing-guide/

#Createxhouse #Createx #CollaborationMarketing

ส่งข้อความให้มีลูกเล่นต้องรู้จักรูปแบบ   Broadcast Message ของ LINE OA
PETSUMER MARKETING กลยุทธ์มัดใจนุดไม่ให้หยุดเปย์
Facebook Ads Size 2024 ครบทุกฟอร์แมต เซฟไว้ได้ใช้แน่!