Skip to content
image

จะสร้าง Brand Loyalty ได้ยังไงในยุคโซเชียล?

ต้องยอมรับว่าการแข่งขันทางการตลาดที่สูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกหลากหลาย ไม่ยึดติดกับการใช้สินค้าหรือบริการจากแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งอย่างเหนียวแน่นอีกต่อไป แบรนด์จะมีวิธีการทำอย่างไรให้ลูกค้าเป็น Brand’s Love หรือมีความ Royalty ในยุคนี้ มา Crack ไปพร้อมกันครับ

แน่นอนว่าการสื่อสารผ่านสื่อโซเชียลมีเดียมีความจำเป็นอย่างมากในการสร้างการรับรู้ให้กับแทบจะทุกทาร์เก็ต เพราะส่วนใหญ่ทุกคนมีบัญชีสื่อโซเชียลมีเดียกันอยู่แล้ว โอกาสในการขายให้กับลูกค้าใหม่จะอยู่ที่ 5-20% แต่ในขณะที่โอกาสในการขายให้กับลูกค้าเดิมมีประมาณ 60-70% นี่จึงจำเป็นที่แบรนด์จะต้องทำให้ลูกค้าที่ภักดีต่อแบรนด์ซื้อหรือใช้บริการซ้ำ ๆ ที่สำคัญลูกค้าเดิมที่มีความ Royalty กับแบรนด์ยังมีโอกาสที่จะแนะนำลูกค้าใหม่ ซึ่งเป็น Word of Mouth ที่ประเมินค่าไม่ได้

การสร้าง Brand’s Love หรือ Brand Royalty เป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลานานและต้องเอาใจใส่ แต่ผลตอบแทนที่ได้มาอาจจะคุ้มค่ากับการรอคอย จากสถิติแล้วยอดขายของหลาย ๆ บริษัทมาจากลูกค้าเดิม และมีแนวโน้มที่จะลองสินค้าใหม่จากแบรนด์มากกว่าลูกค้าใหม่ถึง 31% และการรักษาลูกค้าเดิมได้ 5% จะสามารถสร้างผลกำไรได้มากถึง 25-95% เลยทีเดียว ฉะนั้นการรักษาฐานลูกค้าเดิมเป็นสิ่งที่แบรนด์จะละเลยไม่ได้ ด้านนักการตลาดเองก็ต้องหา Insight ของลูกค้าเดิมอยู่เสมอ พร้อมทั้งพัฒนากลยุทธ์เพื่อให้กลุ่มลูกค้านี้ยังคงอุดหนุน และเลือกซื้อสินค้าด้วยความซื่อสัตย์ จริงใจ และพร้อมให้สิทธิพิเศษในโอกาสพิเศษสม่ำเสมอ

การมีตัวตนที่คนจำได้เป็นสิ่งสำคัญมากในการทำการตลาดบนโลกออนไลน์ ฉะนั้นการสร้างให้แบรนด์มีคาแร็กเตอร์ที่โดดเด่น ชัดเจน ที่สำคัญสามารถสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้คนได้จริง ๆ ผ่านคาแร็กเตอร์ที่เป็นตัวแทนของแบรนด์ จะทำให้คนจดจำแบรนด์ได้มากขึ้น

โดยเฉพาะการทำให้คาแร็กเตอร์มีหลายมิติ ใกล้เคียงกับมนุษย์ยิ่งทำให้คนอยากเข้าหา และเปิดโอกาสให้แบรนด์ได้เข้าไปอยู่ในตัวเลือกแรก ๆ เมื่อต้องซื้อสินค้าหรือบริหารได้ไม่ยาก และแน่นอนว่ามีผลต่อการเป็นลูกค้าประจำหรือ Brand’s Love ได้ดี เพราะคนรู้สึกดีกับแบรนด์และคาแร็กเตอร์ที่จำได้

หนึ่งในวิธีการสร้างแบรนด์ที่ดีที่สุดคือ “เรื่องราว” นอกจากทำให้แบรนด์มีคุณค่าแล้วยังทำให้คนจดจำแบรนด์ได้อย่างดี และมีโอกาสที่จะสามารถสร้างความ Royaty ได้จากเรื่องราวที่ประทับใจ ตราตรึงใจ จนนำมาซึ่งแนวคิดที่แบรนด์ส่งต่อมาถึงผู้บริโภค คนจะยิ่งรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเรื่องราวเหล่านั้นได้ สิ่งสำคัญคือการรักษามาตรฐาน และต้องนำเรื่องราววนมาเล่าเรื่อย ๆ เพื่อให้ลูกค้าเดิมยังจดจำจุดยืน และเพื่อให้ลูกค้าใหม่ได้เข้ามารู้จักกับแบรนด์ด้วย

คนที่มา Engage กับ Organic Post ของเรา ไม่ว่าจะเป็น Content ที่ให้ทำขึ้นเพื่อให้เกิด Interactive บางอย่างก็ตาม แต่นั่นคือแฟนตัวยงที่จะไม่พลาดแสดงตัวตนให้แบรนด์ได้เห็น ไม่ว่าจะเป็นการกดไลก์ กดแชร์ การคอมเมนต์ นี่คือสิ่งที่บ่งบอกได้ชัดเจนยังมีคนที่พร้อมให้แบรนด์สื่อสารถึงข้อมูลที่ต้องการนำเสนอได้

ที่สำคัญ Engagement จาก Organic Post มักจะเต็มไปด้วย Insight และความต้องการของลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา แบรนด์และนักการตลาดควรจะเก็บข้อมูลเพื่อนำไปพัฒนาและต่อยอดได้ด้วย

การจะทำให้ลูกค้ารู้สึกภักดีกับแบรนด์ คือ การเปิดใจกว้างและกล้ารับความเห็นทั้งเชิงบวกและเชิงลบที่ส่งมาถึงแบรนด์ นี่จะทำให้ลูกค้ารู้สึกดีขึ้นทันทีหากได้รับการตอบรับจากแบรนด์โดยตรง ยิ่งหากสินค้าหรือบริการมีปัญหาการ Take action อย่างทันท่วงทีจะเปลี่ยนความรู้สึกแย่ให้กับลูกค้าได้

การแคร์ทุกความเห็น ทุกความรู้สึกของลูกค้า หรือกระทั่งมีส่วนรวมใน Content ของ UGC จะสามารถสร้างบรรยากาศความผูกพันระหว่างแบรนด์และลูกค้า โดยไม่ได้สนใจว่าความเห็นนั้นจะดีหรือไม่ดี

อย่าหยุดที่จะสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าเดิม เพราะความ Royalty จะคงอยู่ได้เพราะพวกเขารู้สึกถูกให้ความสำคัญอยู่เสมอ ไม่ใช่แค่เลือกพวกเขาเป็นทาร์เก็ตเพื่อให้แอดส่งไปถึง แต่ควรเสิร์ฟด้วย Content ที่ส่งเสริมให้พวกเขากลับมามีส่วนร่วมกับแบรนด์ได้เรื่อย ๆ ฉะนั้นเราจึงจำเป็นต้องสะสม Insight ของลูกค้าเดิมอยู่เสมอนั่นเอง

ในขณะเดียวกันลูกค้าใหม่ ๆ ที่เข้ามา เราก็ต้องให้ความสำคัญกับพวกเขาเช่นกัน การหาวิธีสื่อสารที่จะทำให้ลูกค้าทั้งสองกลุ่มสามารถ Related กับเนื้อหาและข้อมูลที่เราต้องการนำเสนอ เพื่อให้ลูกค้าใหม่กลายมาเป็นลูกค้าประจำเราให้ได้เช่นกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก:
https://www.goinflow.com/blog/social-media-customer-loyalty/
https://www.canva.com/learn/customer-loyalty/

#CreatexHouse #

ส่งข้อความให้มีลูกเล่นต้องรู้จักรูปแบบ   Broadcast Message ของ LINE OA
PETSUMER MARKETING กลยุทธ์มัดใจนุดไม่ให้หยุดเปย์
Facebook Ads Size 2024 ครบทุกฟอร์แมต เซฟไว้ได้ใช้แน่!